ข้อมูลส่วนตัว

เส้นทางลูกหนัง

เจดอน ซานโช่ เกิดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเริ่มต้นเส้นทางสายฟุตบอลด้วยการเข้าสู่อะคาเดมีของสโมสร วัตฟอร์ด ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก่อนจะพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาตามลำดับ โดย เจดอน ซานโช่นั้นมี เชลซี เป็นสโมสรโปรด พร้อมกับมี แฟรงก์ แลมพาร์ด เป็นไอดอล

และ หลังจากนั้น เจดอน ซานโช่ ค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับความสนใจจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งในที่สุด ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็สมหวังสามารถดึงตัว เจดอน ซานโช่ ในวัย 14 ปี ไปร่วมทีมได้สำเร็จเมื่อปี 2015 ภายใต้กฏระเบียบซื้อ-ขายผู้เล่นดาวรุ่งของอังกฤษ โดยดีลนี้ เรือใบสีฟ้า  จ่ายค่าตัว เจดอน ซานโช่ ให้กับวัตฟอร์ดเป็นเงินเบื้องต้น 66,000 ปอนด์ และค่าตัวจะเพิ่มขึ้นสูงสุดให้ถึง 500,000 ปอนด์ในอนาคต

และเมื่อได้ย่างเท้าเข้ามาสู่ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นสโมสรที่มีความเพียบพร้อมทุกด้าน ยิ่งทำให้ เจดอน ซานโช่ พัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด ถึงขนาดที่ประธานสโมสร คาลดูน อัล มูบารัค ประกาศเลยว่า เจดอน ซานโช่ จะได้รับการผลักดันให้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่โดยเร็วที่สุด

จนกระทั่งช่วงซัมเมอร์ปี 2017 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องการที่เซ็นต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เจดอน ซานโช่ เพื่อกันท่าไม่ให้ทีมอื่นมาฉกตัวไป แต่อย่างไรก็ตาม ซานโช่ ตั้งเงื่อนไขว่าจะตกลงเซ็นก็ต่อเมื่อทีมเรือใบสีฟ้าการันตีโอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่ให้กับเขา ซึ่งกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอมรับว่า เจดอน ซานโช่ เป็นยอดนักเตะที่มีพรสวรรค์ก็จริง แต่ควรจะค่อยๆ สร้างกระดูกและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทีมเยาวชนต่อไปก่อน

และ ในเวลานั้น  แผงแนวรุกของแมนฯ ซิตี้ก็เต็มไปด้วยแข้งซีเนียร์ระดับพระกาฬทั้ง ดาบิด ซิลบา, เควิน เดอ บรอยน์, แบร์นาโด้ ซิลวา, เลรอย ซาเน่ และ ราฮีม สเตอร์ลิง ดังนั้นการที่จะการันตีโอกาสที่ ซานโช่จะได้ลงสนามให้กับดาวรุ่งอายุแค่ 17 ปี จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

และเมื่อการเจรจาไม่ลงตัว ทำให้ เจดอน ซานโช่ แสดงทีท่าชัดเจนว่าต้องการย้ายทีม และเป็นทีม “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา ที่เข้ามาเจรจาเพื่อดึงตัว ซานโช่ ไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 โดยทีมดอร์ทมุนด์การันตีว่าเจดอน ซานโช่ จะได้เข้าสู่ทีมชุดใหญ่ พร้อมกับมอบเสื้อเบอร์ 7 ให้ทันที หลังจากเจ้าของเดิมคือ อุสมาน เดมเบเล่ ย้ายไปยังทีมบาร์เซโลน่า

โดยฤดูกาลแรกกับทีมดอร์ทมุนด์ เจดอน ซานโช่ได้ลงสนามในบุนเดสลีกา 12 นัด ยิงไป 1 ประตู ในฤดูกาล 2017-18 ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยสำหรับแข้งนักเตะวัยเพียง 17 ย่าง 18 ปี ที่หิ้วสตั๊ดออกมาค้าแข้งในลีกระดับท็อปของยุโรปเป็นครั้งแรก

และในฤดูกาล 2018-19 เจดอน ซานโช่ ปรับตัวเข้ากับทีมดอร์ทมุนด์ได้อย่างลงตัว และระเบิดฟอร์มสุดยอดจนก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม โดยได้ลงสนามในลีกครบทั้ง 34 นัด (ตัวจริง 26 นัด) และยิงไปถึง 12 ประตู พร้อมกับครองตำแหน่งจอมแอสซิสต์ของลีก หลังจากจ่ายบอลให้เพื่อนยิงประตูได้ถึง 18 ครั้ง

ต่อมาในฤดูกาล 2019-20 เจดอน ซานโช่ โชว์ฟอร์มระเบิด ด้วยผลงานลงสนาม 44 นัดในทุกรายการ ยิงไป 20 ประตู และ20 แอสซิสต์

และในฤดูกาล 2020-21 ฟอร์มของ เจดอน ซานโช่  ก็ยิงไป 16 ประตู กับอีก 20 แอสซิสต์ ซึ่งสถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ซานโช่ คือตัวรุกที่ครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแอสซิสต์ หรือการยิงประตูด้วยตัวเองอันเฉียบขาด

จากฟอร์มอันร้อนแรงตลอดช่วง 1-2 ปีหลังที่ผ่านมานี่เอง ทำให้ชื่อของ เจดอน ซานโช่ ถูกนำไปโยงกับสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ทีมปิศาจแดง  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด   ที่มีข่าวจ้องดึงตัว ซานโช่ กลับมาลุยลีกผู้ดี มานานนับปี แต่ก็ยังไม่สามารถปิดดีลได้เสียที

กระทั่งล่าสุด แฟนบอล ผีแดงก็ได้เฮสนั่นลั่นทุ่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2021 โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศอย่างเป็นทางการ เปิดตัวเจดอน ซานโช่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัว 73 ล้านปอนด์ พร้อมรับเบอร์เสื้อผีแดงหมายเลข 25 ไปครอบครอง เป็นอันจบดีลอันยาวนานนับปีลงไปเป็นที่เรียบร้อย

ผลงานทีมชาติ

เจดอน ซานโช่ติดทีมชาติอังกฤษไล่มาตั้งแต่ชุดยู-16, ยู-17 และ ยู-19 โดยมีผลงานเด่นคือตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลยูโร ยู-17 ปี 2017 และแชมป์โลก ยู-17 ในปีเดียวกัน

และในทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ เจดอน ซานโช่ได้ลงประเดิมสนามให้กับทีมชาติอังกฤษนัดแรกด้วยวัย 18 ปี ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่เสมอ ทีมโครเอเชีย 0-0 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2018 จากนั้น เจดอน ซานโช่ สามารถยิงประตูแรกในนามทีมชาติได้ในเกมที่ชนะ โคโซโว 5-0 ในศึกยูโร 2020 รอบคัดเลือก เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2019

และต่อมา เจดอน ซานโช่ ได้เป็น1ในขุนพลทีมชาติอังกฤษของกุนซือแกเรธ เซาธ์เกต ลุยศึกฟุตบอลยูโร 2020 โดยทีมชาติอังกฤษทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษต่อ อิตาลี 2-3 ซึ่ง เจดอน ซานโช่ เป็น 1 ใน 3 แข้งนักเตะอังกฤษที่ยิงจุดโทษพลาด และจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ของทัวร์นาเมนต์

เกียรติประวัติ

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ทีมชาติอังกฤษ